Biostimulator คืออะไร ฉีดกระตุ้นคอลลาเจน ต่างจากฟิลเลอร์ยังไง

แบนเนอร์ให้ความรู้เรื่อง Biostimulator คืออะไร อธิบายการฉีดกระตุ้นคอลลาเจนว่าต่างจากฟิลเลอร์ยังไง เพื่อทำความเข้าใจก่อนเลือกดูแลผิว ที่ Zeniq Holistic
สารบัญ 14 หัวข้อ · อ่าน ~8 นาที
  1. Biostimulator คืออะไร
  2. Biostimulator ทำงานอย่างไร
  3. สารกระตุ้นคอลลาเจนมีกี่แบบ
  4. ถ้าไม่ฉีด มีทางเลือกอื่นไหม
  5. Biostimulator ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร
  6. Biostimulator ต่างจากเมโสหน้าใสอย่างไร
  7. ใครเหมาะกับ Biostimulator
  8. ใครที่ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อน
  9. เห็นผลเมื่อไหร่ และอยู่ได้นานแค่ไหน
  10. การเตรียมตัวก่อนทำ
  11. การดูแลหลังทำ
  12. Biostimulator ราคาเท่าไหร่
  13. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Biostimulator
  14. ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

คำว่า Biostimulator ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มคนที่มองหาการดูแลผิวแบบไม่ผ่าตัด แต่หลายคนยังสับสนว่ามันคือฟิลเลอร์หรือเปล่า ต่างจากเมโสหน้าใสอย่างไร และเหมาะกับตัวเองไหม บทความนี้อธิบายให้ครบในที่เดียว

Biostimulator คืออะไร

Biostimulator หรือสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน คือสารที่ฉีดเข้าสู่ผิวเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่การเติมปริมาตรเข้าไปตรง ๆ

จุดต่างที่สำคัญที่สุดจึงอยู่ตรงนี้ ฟิลเลอร์คือการเติมสารเข้าไปแทนที่ส่วนที่ยุบ ผลจึงเห็นทันทีในวันที่ทำ ส่วน Biostimulator คือการกระตุ้นให้ผิวสร้างโครงสร้างของตัวเองกลับมา ผลจึงค่อย ๆ ปรากฏและอยู่ได้นานกว่า แต่ต้องอาศัยเวลา

Biostimulator ทำงานอย่างไร

เมื่อสารถูกฉีดเข้าสู่ผิวชั้นที่เหมาะสม ร่างกายจะตอบสนองด้วยกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติ กระตุ้นให้เซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast) ทำงานมากขึ้น และค่อย ๆ สร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสื่อมสภาพไปตามอายุ

ผลที่ตามมาคือผิวมีความหนาแน่นและความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น ริ้วรอยลึกดูตื้นลง และผิวโดยรวมดูแน่นขึ้น เมื่อคอลลาเจนใหม่ค่อย ๆ ก่อตัว ตัวสารเองก็จะสลายไปตามเวลา สิ่งที่เหลืออยู่คือคอลลาเจนของร่างกายเอง

สารกระตุ้นคอลลาเจนมีกี่แบบ

สารกลุ่มนี้มีหลายชนิด ต่างกันที่ความเร็วในการออกฤทธิ์และระยะเวลาที่คงอยู่ในผิว แต่หลักการพื้นฐานเหมือนกันคือกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่

สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกชนิดของสารด้วยตัวเอง คือการให้แพทย์ประเมินว่าปัญหาผิวของคุณควรแก้ด้วยการฉีดกระตุ้นคอลลาเจน หรือมีแนวทางอื่นที่ตรงจุดกว่า เพราะความหย่อนคล้อยที่ดูคล้ายกันอาจมาจากคนละสาเหตุ

ถ้าไม่ฉีด มีทางเลือกอื่นไหม

มี และในหลายกรณีแพทย์อาจแนะนำแนวทางอื่นที่เหมาะกับปัญหามากกว่า ที่ Zeniq Holistic Clinic มีทางเลือกที่ทำงานคนละกลไกให้พิจารณาร่วมกัน

แนวทาง ทำงานอย่างไร เหมาะกับ
Endolift X ส่งพลังงานเลเซอร์ผ่านเส้นใยแก้วนำแสงลงใต้ชั้นผิว กระตุ้นคอลลาเจนและปรับโครงสร้างไขมันไปพร้อมกัน ความหย่อนคล้อยที่มาพร้อมไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น กรอบหน้า ใต้คาง
XERF ส่งพลังงานลงลึกหลายระดับในครั้งเดียว โดยไม่ต้องเจาะหรือฉีด ผู้ที่ต้องการยกกระชับโดยไม่มีการสอดอุปกรณ์เข้าใต้ผิว
Biostimulator ฉีดสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเอง ผิวที่บางลงหรือขาดความแน่นโดยรวม มากกว่าปัญหาเฉพาะจุด

ทั้งสามแนวทางไม่ได้แข่งกัน และบางกรณีแพทย์อาจวางแผนใช้ร่วมกันตามลำดับที่เหมาะสม การปรึกษาก่อนจึงช่วยให้ไม่เสียเวลากับแนวทางที่ไม่ตรงปัญหา

Biostimulator ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร

นี่คือคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด และเป็นจุดที่เข้าใจผิดกันมากที่สุดด้วย

หัวข้อ Biostimulator ฟิลเลอร์
หลักการ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเอง เติมสารเข้าไปเพิ่มปริมาตรในจุดที่ยุบ
ช่วงเวลาที่เห็นผล ค่อย ๆ ชัดขึ้นตามการสร้างคอลลาเจน เห็นผลทันทีในวันที่ทำ
ลักษณะผลลัพธ์ ผิวแน่นขึ้นทั้งบริเวณ ดูเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนรูปทรงเฉพาะจุดได้ชัดเจน
สิ่งที่เหลืออยู่ คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง ตัวสารฟิลเลอร์จนกว่าจะสลาย
เหมาะกับ ผิวที่เริ่มบางลง หย่อนคล้อย หรือขาดความแน่นโดยรวม ร่องลึกหรือส่วนที่ต้องการเพิ่มปริมาตรเฉพาะจุด

ทั้งสองอย่างไม่ได้แทนที่กัน และในหลายกรณีแพทย์อาจพิจารณาใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ทั้งโครงสร้างและรูปทรงที่ต้องการ

Biostimulator ต่างจากเมโสหน้าใสอย่างไร

เมโสหน้าใสเน้นเติมวิตามินและสารบำรุงให้ผิวกระจ่างใสและชุ่มชื้น เห็นผลเร็วแต่เป็นการดูแลคุณภาพผิวชั้นบน ส่วน Biostimulator ทำงานลึกกว่าที่ระดับโครงสร้าง เน้นความแน่นและความยืดหยุ่นในระยะยาว

พูดง่าย ๆ คือ เมโสหน้าใสตอบโจทย์เรื่องผิวใส ส่วน Biostimulator ตอบโจทย์เรื่องผิวแน่น คนที่มีทั้งสองปัญหาจึงอาจได้รับคำแนะนำให้ทำร่วมกัน

อ่านเปรียบเทียบแบบละเอียดได้ที่ เมโสหน้าใส vs Biostimulator ต่างกันอย่างไร

ใครเหมาะกับ Biostimulator

  • ผู้ที่เริ่มรู้สึกว่าผิวบางลง ขาดความแน่น หรือหย่อนคล้อยตามอายุ
  • ผู้ที่มีริ้วรอยลึกจากการสูญเสียคอลลาเจน ไม่ใช่จากการขาดน้ำ
  • ผู้ที่มีแก้มตอบหรือใบหน้าดูโทรมลงจากปริมาตรที่ลดไป
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นาน มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทันที
  • ผู้ที่ยอมรับได้ว่าต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะเห็นผลเต็มที่

ใครที่ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อน

  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือแผลอักเสบบริเวณที่จะฉีด
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของสารที่จะใช้
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ หรือมีภาวะเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ที่มีประวัติเกิดก้อนหรือแผลเป็นนูนผิดปกติหลังการฉีดสารใด ๆ มาก่อน

รายการนี้ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้เสมอไป แต่แพทย์ต้องซักประวัติและประเมินเป็นรายบุคคลก่อนตัดสินใจ

เห็นผลเมื่อไหร่ และอยู่ได้นานแค่ไหน

เพราะ Biostimulator อาศัยการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย ผลลัพธ์จึงไม่ปรากฏทันทีเหมือนการเติมสาร โดยทั่วไปความเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ถึงเดือนแรก ๆ และเห็นผลเต็มที่เมื่อคอลลาเจนใหม่ก่อตัวสมบูรณ์

ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่ต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้ จำนวนครั้งที่ทำ อายุ ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย และการดูแลตัวเองหลังทำ แพทย์จะแจ้งช่วงเวลาที่คาดหมายได้ชัดเจนขึ้นเมื่อประเมินสภาพผิวจริง

การเตรียมตัวก่อนทำ

  • แจ้งประวัติการแพ้ ยาที่ใช้ประจำ และโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบทั้งหมด
  • หลีกเลี่ยงยาแอสไพรินหรือยาต้านการอักเสบบางชนิดก่อนทำ ตามที่แพทย์แนะนำ
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงก่อนทำ เพื่อลดโอกาสเกิดรอยช้ำ
  • หากมีสิวอักเสบหรือแผลบริเวณที่จะทำ ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาเลื่อนออกไปก่อน

การดูแลหลังทำ

  • งดนวดหรือกดแรงบริเวณที่ฉีดตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
  • ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เหมาะสม
  • หากมีอาการบวม แดง เจ็บผิดปกติ หรือคลำพบก้อน ควรติดต่อคลินิกทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง

Biostimulator ราคาเท่าไหร่

ราคาขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้ ปริมาณที่ต้องใช้ตามสภาพผิว และจำนวนครั้งในแผนการรักษา จึงไม่มีราคาเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

ที่ Zeniq Holistic Clinic สามารถส่งรูปให้แพทย์ประเมินและรับคำแนะนำเบื้องต้นได้ เพื่อให้ทราบว่าปัญหาผิวของคุณเหมาะกับแนวทางนี้หรือไม่ก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Biostimulator

ฉีดแล้วหน้าบวมหรือดูผิดธรรมชาติไหม

เนื่องจากเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนของร่างกายเอง ผลลัพธ์จึงมักดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการเติมปริมาตร อาการบวมในช่วงแรกหลังทำเป็นเรื่องที่พบได้และมักลดลงเอง แต่ควรทำโดยแพทย์ที่ประเมินปริมาณและตำแหน่งได้แม่นยำ

ต้องทำกี่ครั้ง

ขึ้นอยู่กับชนิดของสารและสภาพผิวตั้งต้น บางชนิดออกแบบมาให้ทำเป็นคอร์สหลายครั้งห่างกันเป็นระยะ ควรสอบถามแผนทั้งหมดตั้งแต่วันปรึกษาว่ามีกี่ครั้งและรวมอยู่ในราคาที่แจ้งหรือไม่

ทำพร้อมกับหัตถการอื่นได้ไหม

ในหลายกรณีทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ และบางครั้งให้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์กว่า แต่ลำดับและระยะห่างระหว่างหัตถการต้องให้แพทย์เป็นผู้วางแผน

ถ้าไม่ชอบผลลัพธ์ แก้ไขได้ไหม

ต่างจากฟิลเลอร์บางชนิดที่มีสารสลายเฉพาะ Biostimulator ไม่ได้สลายด้วยวิธีเดียวกัน การประเมินอย่างรอบคอบก่อนทำและการเริ่มจากปริมาณที่เหมาะสมจึงสำคัญมาก เป็นอีกเหตุผลที่ควรทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์

อายุเท่าไหร่ถึงเหมาะจะทำ

ไม่มีอายุตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับสภาพผิวมากกว่าตัวเลขอายุ ผู้ที่เริ่มสูญเสียคอลลาเจนและรู้สึกว่าผิวขาดความแน่นสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินได้

ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

Biostimulator เป็นหัตถการที่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการประเมินที่แม่นยำเป็นอย่างมาก ทั้งการเลือกชนิดของสาร ตำแหน่งที่ฉีด และปริมาณที่เหมาะกับโครงหน้าของแต่ละคน การปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ตรงจึงสำคัญกว่าการเปรียบเทียบราคาเพียงอย่างเดียว

ทีมแพทย์ของ Zeniq Holistic Clinic คลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัยและความงามใจกลางสุขุมวิท กรุงเทพฯ พร้อมประเมินสภาพผิวและวางแผนการดูแลเฉพาะบุคคลให้คุณ

แชร์บทความนี้LINEFacebook
บทความที่เกี่ยวข้อง